ต๊ะ ท่าหลา
21/4/64
ประชุมขับเคลื่อนโรงเรียนหัวแข็ง โรงเรียนดีไม่มีอบายมุข ที่โรงเรียนเขาพังไกร
ประชุมขับเคลื่อนโรงเรียนหัวแข็ง โรงเรียนดีไม่มีอบายมุข ที่โรงเรียนเขาพังไกร โดยได้รับความร่วมมือกับผู้นำชุมชน ผุ้ใหญ่เขียวหมู่ที่ 2 ผู้ใหญ่เผย หมูที่ 1 เจ้าอาวาสวัดบูรณาวาส ตลอดจนพ่อแม่พี่น้องชาวเขาพังไกร
14/12/62
13/12/62
โรงเรียนสีขาว โรงเรียนดีไม่มีอบายมุข
โรงเรียนบ้านน้ำร้อนโรงเรียนดีไม่มีอบายมุข
เตรียมความพร้อมรับการประเมินโรงเรียนสีขาว
ในวันที่ 17 ธันวามคม 2562
22/7/60
20/5/60
การศึกษาที่ดีที่สุดในโลก
7 เหตุผลที่ฟินแลนด์มีการศึกษาดีที่สุดในโลก
1.
1. แข่งขันไม่สำคัญเท่าร่วมมือโรงเรียนในฟินแลนด์ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันสร้างชื่อเสียงเพื่อแย่งนักเรียน เพราะไม่มีโรงเรียนเอกชนในประเทศเลย ทุกสถาบันการศึกษาดำเนินการโดยงบประมาณจากภาครัฐ การร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจึงเป็นไปอย่างราบรื่น แต่การไร้การแข่งขัน ไม่ทำให้ครูสอนเด็กอย่างเฉื่อยชาหรือโรงเรียนจัดการเรียนการสอนอย่างด้อยคุณภาพ ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนและครูต่างมีพันธสัญญาในการทำหน้าที่อย่างดีที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบมาตรฐานด้วยซ้ำ
2. ครูเป็นอาชีพมีศักดิ์ศรีและรายได้สูง
เหตุที่ครูในฟินแลนด์ไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบมาตรฐานและมีการแข่งขันกันเพื่อให้ทำงานได้มาตรฐาน ก็เป็นเพราะอาชีพครูในฟินแลนด์เป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพ และเงินเดือนสูง ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยอัตราผู้สอบเข้าบรรจุครูได้ อยู่ที่ร้อยละ 7 เท่านั้น ผลก็คือผู้ที่จะเป็นครู ต้องเป็นบุคลากรระดับหัวกะทิของประเทศ ในฐานะที่ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผู้ที่จะเข้ามาเป็นครูได้ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และนักศึกษาครูจะต้องผ่านการฝึกสอนกับโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยของตนเองก่อน เช่นเดียวกับระบบการเรียนของคณะแพทยศาสตร์ที่ต้องให้นักศึกษาแพทย์ฝึกรักษาจริงก่อนจบการศึกษา และแม้ฟินแลนด์จะกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วง แต่ก็ไม่มีการประนีประนอมมาตรฐานในด้านการคัดเลือกและฝึกอบรมครู
เหตุที่ครูในฟินแลนด์ไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบมาตรฐานและมีการแข่งขันกันเพื่อให้ทำงานได้มาตรฐาน ก็เป็นเพราะอาชีพครูในฟินแลนด์เป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพ และเงินเดือนสูง ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยอัตราผู้สอบเข้าบรรจุครูได้ อยู่ที่ร้อยละ 7 เท่านั้น ผลก็คือผู้ที่จะเป็นครู ต้องเป็นบุคลากรระดับหัวกะทิของประเทศ ในฐานะที่ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผู้ที่จะเข้ามาเป็นครูได้ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และนักศึกษาครูจะต้องผ่านการฝึกสอนกับโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยของตนเองก่อน เช่นเดียวกับระบบการเรียนของคณะแพทยศาสตร์ที่ต้องให้นักศึกษาแพทย์ฝึกรักษาจริงก่อนจบการศึกษา และแม้ฟินแลนด์จะกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วง แต่ก็ไม่มีการประนีประนอมมาตรฐานในด้านการคัดเลือกและฝึกอบรมครู
3. การศึกษาอยู่บนรากฐานของงานวิจัย
ในสหรัฐฯ รวมถึงอีกหลายๆประเทศ งานวิจัยที่ว่าทฤษฎีใดจะสามารถพัฒนาการเรียนการสอนได้ มักไม่ถูกนำมาใช้จริง เนื่องจากการเมืองภายในของสถาบันการศึกษาต่างๆ แต่ในฟินแลนด์ งานวิจัยเหล่านี้ถูกนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง กระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์ตัดสินใจออกนโยบายโดยอิงกับงานวิจัยเหล่านี้แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ หากงานวิจัยใดพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าการเรียนการสอนแบบใดมีประสิทธิภาพ ก็จะถูกนำมาปรับเป็นนโยบายทันที หรือเรียกง่ายๆว่านโยบายการศึกษาในฟินแลนด์ขับเคลื่อนไปอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่ขับเคลื่อนโดยการเมือง
ในสหรัฐฯ รวมถึงอีกหลายๆประเทศ งานวิจัยที่ว่าทฤษฎีใดจะสามารถพัฒนาการเรียนการสอนได้ มักไม่ถูกนำมาใช้จริง เนื่องจากการเมืองภายในของสถาบันการศึกษาต่างๆ แต่ในฟินแลนด์ งานวิจัยเหล่านี้ถูกนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง กระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์ตัดสินใจออกนโยบายโดยอิงกับงานวิจัยเหล่านี้แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ หากงานวิจัยใดพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าการเรียนการสอนแบบใดมีประสิทธิภาพ ก็จะถูกนำมาปรับเป็นนโยบายทันที หรือเรียกง่ายๆว่านโยบายการศึกษาในฟินแลนด์ขับเคลื่อนไปอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่ขับเคลื่อนโดยการเมือง
4. ฟินแลนด์ไม่กลัวที่จะทดลอง
ครูฟินแลนด์ได้รับการสนับสนุนให้ถือห้องเรียนเป็นห้องทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการสอนหรือกิจกรรมแบบไหน ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในห้องเรียนหากครูและนักเรียนเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ อะไรที่ไม่ได้ผลก็จะถูกยกเลิก และเปลี่ยนไปสู่การทดลองใหม่ๆทันที แต่การเรียนการสอนก็ยังดำเนินต่อไปได้ โดยมีงานวิจัยหลักๆและนโยบายของรัฐบาลเป็นแกนกลาง ทั้งหมดนี้ทำให้ห้องเรียนฟินแลนด์สร้างสรรค์ ไม่น่าเบื่อ และทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนเอง
ครูฟินแลนด์ได้รับการสนับสนุนให้ถือห้องเรียนเป็นห้องทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการสอนหรือกิจกรรมแบบไหน ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในห้องเรียนหากครูและนักเรียนเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ อะไรที่ไม่ได้ผลก็จะถูกยกเลิก และเปลี่ยนไปสู่การทดลองใหม่ๆทันที แต่การเรียนการสอนก็ยังดำเนินต่อไปได้ โดยมีงานวิจัยหลักๆและนโยบายของรัฐบาลเป็นแกนกลาง ทั้งหมดนี้ทำให้ห้องเรียนฟินแลนด์สร้างสรรค์ ไม่น่าเบื่อ และทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนเอง
5. เวลาเล่นศักดิ์สิทธิ์เท่าเวลาเรียนครูฟินแลนด์ทุกคนต้องทำตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ที่ระบุว่าใน 1 ชั่วโมงเรียน ต้องแบ่งเป็นการสอนจากครู 45 นาที และการเล่น 15 นาที อันเนื่องมาจากทฤษฎีรากฐานของการศึกษาฟินแลนด์ที่ว่าเด็กควรต้องรักษาความเป็นเด็กไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ไม่จำเป็นต้องรีบโตขึ้นมาเป็นนักท่องจำหรือนักทำข้อสอบ แนวคิดเรื่องการให้เด็กมีเวลาเล่นในระหว่างวัน ได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่าเด็กที่ได้พักเล่นระหว่างเรียน จะมีความประพฤติและผลการเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่มีเวลาเล่น
6. เด็กมีการบ้านน้อยมาก
โรงเรียนฟินแลนด์ให้ทุกอย่างกับเด็ก ยกเว้นการบ้าน แนวปฏิบัตินี้มาจากรากฐานของความเชื่อมั่นและเคารพซึ่งกันและกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และโรงเรียน พ่อแม่และโรงเรียนเชื่อมั่นว่าครูได้ใช้เวลาในห้องเรียนอย่างเต็มประสิทธิภาพเพียงพอแล้วในการสั่งสอนความรู้ การทำการบ้านนอกเวลาเรียนจึงถูกมองว่าไม่จำเป็น และเวลาที่เด็กอยู่บ้าน ควรมีไว้เพื่อการเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและอยู่กับครอบครัว ซึ่งสำคัญไม่แพ้การเรียน
โรงเรียนฟินแลนด์ให้ทุกอย่างกับเด็ก ยกเว้นการบ้าน แนวปฏิบัตินี้มาจากรากฐานของความเชื่อมั่นและเคารพซึ่งกันและกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และโรงเรียน พ่อแม่และโรงเรียนเชื่อมั่นว่าครูได้ใช้เวลาในห้องเรียนอย่างเต็มประสิทธิภาพเพียงพอแล้วในการสั่งสอนความรู้ การทำการบ้านนอกเวลาเรียนจึงถูกมองว่าไม่จำเป็น และเวลาที่เด็กอยู่บ้าน ควรมีไว้เพื่อการเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและอยู่กับครอบครัว ซึ่งสำคัญไม่แพ้การเรียน
7. อนุบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
การศึกษาที่ดีควรเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กที่สุด และฟินแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีการศึกษาฟรีที่ได้มาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับเดย์แคร์ เนิร์สเซอรี และอนุบาล และเด็กอายุ 3-6 ปีของฟินแลนด์กว่าร้อยละ 97 ก็ได้ใช้สวัสดิการโรงเรียนอนุบาล ที่สำคัญ โรงเรียนอนุบาลและเนิร์สเซอรีทั่วประเทศยังดำเนินการใต้มาตรฐานเดียวกันของรัฐ เตรียมความพร้อมเด็กไปสู่โรงเรียนประถมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะในเมืองหลวงหรือชนบท
การศึกษาที่ดีควรเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กที่สุด และฟินแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีการศึกษาฟรีที่ได้มาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับเดย์แคร์ เนิร์สเซอรี และอนุบาล และเด็กอายุ 3-6 ปีของฟินแลนด์กว่าร้อยละ 97 ก็ได้ใช้สวัสดิการโรงเรียนอนุบาล ที่สำคัญ โรงเรียนอนุบาลและเนิร์สเซอรีทั่วประเทศยังดำเนินการใต้มาตรฐานเดียวกันของรัฐ เตรียมความพร้อมเด็กไปสู่โรงเรียนประถมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะในเมืองหลวงหรือชนบท
29/7/59
หน้าที่พลเมือง
ทำไมต้องเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วิชาหน้าที่พลเมือง ธรรมชาติของวิชานี้ มิใช่เพื่อให้เด็กตอบถูก ทำข้อสอบได้มาก มีคะแนนสูงโอเนตดี แล้วตัดสินว่าว่าเก่ง ดี มีคุณภาพ แต่แก่นแท้เป็นวิชาที่ต้องการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดี โดยบูรณาการจิตตปัญญาศึกษาซึ่ง เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เน้นการพัฒนาความคิด จิตใจ อารมณ์ภายในตนเอง
อย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเอง รู้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยปราศจากอคติ เกิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถประยุกต์เชื่อมโยงกับศาสตร์ต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสมดุลและมีคุณค่า ด้วยเหตุนี้ หน้าที่พลเมืองกับการสอนจิตตปัญญาศึกษาจึงเป็นทั้งแนวคิดและแนวปฏิบัติ ที่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในระดับต่าง ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงภายในตน การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร และการเปลี่ยนแปลงภายในสังคม โดยที่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง โดยจิตตปัญญาศึกษาเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติ ส่วนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเป็นเป้าหมาย โดยเป็นการขยายจิตสำนึกโดยผ่านกระบวนการเปลี่ยนมุมมองของเรื่องราวต่าง ๆ ในการสัมผัสได้ถึงความรู้สึกใต้จิตสำนึก เพื่อพัฒนามนุษย์ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ นี้ จัดเป็นการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อโยงจิตตปัญญาศึกษาและหน้าที่พลเมืองสู่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (transformative education )เพื่อพัฒนามนุษย์
อย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเอง รู้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยปราศจากอคติ เกิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถประยุกต์เชื่อมโยงกับศาสตร์ต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสมดุลและมีคุณค่า ด้วยเหตุนี้ หน้าที่พลเมืองกับการสอนจิตตปัญญาศึกษาจึงเป็นทั้งแนวคิดและแนวปฏิบัติ ที่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในระดับต่าง ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงภายในตน การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร และการเปลี่ยนแปลงภายในสังคม โดยที่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง โดยจิตตปัญญาศึกษาเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติ ส่วนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเป็นเป้าหมาย โดยเป็นการขยายจิตสำนึกโดยผ่านกระบวนการเปลี่ยนมุมมองของเรื่องราวต่าง ๆ ในการสัมผัสได้ถึงความรู้สึกใต้จิตสำนึก เพื่อพัฒนามนุษย์ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ นี้ จัดเป็นการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อโยงจิตตปัญญาศึกษาและหน้าที่พลเมืองสู่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (transformative education )เพื่อพัฒนามนุษย์
20/11/58
หากเราเข้าใจศาสนาพุทธและดูประวัติการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็จะเห็นว่า การก่อเกิดศาสนาพุทธนั้นอยู่ท่ามกลางความเจริญของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และลัทธิอื่นๆ มากมาย แต่ศาสนาพุทธได้เจริญเติมโตไปทั่วโลกเพราะเนื้อแท้ของหลักธรรมที่แตกต่างจากศาสนาอื่น ตรงที่การดับทุกข์หรือเอาชนะใจตนเอง หรือเอาชนะกิเลสนั่นเอง และความเป็นห่วงว่าศาสนาพุทธจะล่มสลายนั้น ในสมัยพระพุทธกาลก็เคยเกิดขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “พุทธศาสนาไม่มีผู้ใดทำลายได้ เว้นแต่พุทธบริษัททั้งสี่เท่านั้นที่จะเป็นผู้ทำลาย”
พุทธบริษัททั้งสี่ ได้แก่
1. นักบวชที่เป็นชาย เรียกว่า ภิกษู หรือภิกขุ ซึ่งต้องถือศีล 227 ข้อ
2. นักบวชที่เป็นหญิง เรียกว่า ภิกษุณี หรือภิกขุณี ซึ่งต้องถือศีล 310ข้อ ปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่ยังมีนักบวชหญิงเรียกว่า ชี หรือ แม่ชี ถือศีล 8 ข้อ
3. ประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธที่เป็นชาย เรียกว่า อุบาสก ต้องถือศีล 5 ข้อ
4. ประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธที่เป็นหญิง เรียกว่า อุบาสิกา ต้องถือศีล 5 ข้อ
พุทธบริษัททั้งสี่เหล่านี้เท่านั้น ที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองหรือล่มสลาย
ปัจจุบันเราต้องยอมรับความจริงว่า ผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ นั้น เป็นการนับถือโดยผู้ปกครองเป็นผู้กำหนดทั้งการศึกษาก็มิได้ให้ความสำคัญเรื่องการให้ความรู้ทางจิตวิญญาณ มุ่งแต่ให้ความรู้ทางประกอบอาชีพเท่านั้น ทำให้สังคมปัจจุบันเห็นแก่ตัว ผูกพยาบาทหมาดร้าย และทำร้ายซึ่งกันและกัน โดยไม่ละอายต่อบาป อันผิดไปจาก หลักการของผู้นับถือศาสนาพุทธที่มีแต่การให้อภัยและช่วยเหลือกัน ไม่ซ้ำเติมและให้ร้ายซึ่งกันและกัน
ดังนั้น การนำพุทธศาสนามาบรรจุในรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้พุทธศาสนาจะอยู่คู่กับประเทศไทย การจะให้พุทธศาสนาอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป พุทธบริษัททั้งสี่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง โดยนักบวชจะต้องนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ให้อุบาสกและอุบาสิกามาถือปฏิบัติให้ถูกต้อง มิใช่ชักนำให้อุบาสกและอุบาสิกาซื้อบุญเพื่อนำไปสู่สวรรค์ แต่ต้องอบรมสั่งสอนให้อุบาสกและอุบาสิกาทำบุญกับพระอรหันต์ในบ้าน (บิดา, มารดา) ให้มากๆ และขัดเกลากิเลสให้ลดลง หรือเอาชนะใจตนเองมากกว่าการเอาชนะผู้อื่น
ปัจจุบัน พระภิกษุ จำนวนมากไม่ได้นำหลักธรรมของพระพุทธมาเผยแพร่ แต่กลับนำหลักธรรมพื้นฐานมาให้อุบาสกและอุบาสิกา หลงให้ทำบุญเพื่อไปสวรรค์หรือซื้อสวรรค์ มิได้สอนให้ปฏิบัติตนเพื่อเอาชนะกิเลสของตน
ดังนั้น ถ้านักบวชท่านใดที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงการสั่งสอนอุบาสกและอุบาสิกาตามหลักธรรมที่แท้จริงถือได้ว่านักบวชเหล่านั้นเป็นผู้ทำลายศาสนาพุทธ
ทั้งเหล่าอุบาสกและอุบาสิกาก็เช่นเดียว ต่างก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้นักบวชปฏิบัติตนให้อยู่ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลายมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันดูแลนักบวชให้ละหากจากกิเลส มิใช่ส่งเสริมให้นักบวชหลงใหลอยู่ในกิเลสมากขึ้น ทำให้นักบวชหลงใหลในอามิสสินจ้าง จึงไม่สอนหลักธรรมให้ขัดเกากิเลส แต่กลับช่วยกันส่งเสริมกิเลสซึ่งกันและกัน เช่น การสร้างกุฏิให้สวยงาม สร้างด้วยไม้สักราคาแพง ซึ่งความจริงกุฏิมีเพื่ออาศัยไม่ใช่สวยงาม หรือซื้อรถยนต์ราคาแพงหรูๆ ให้วัดเพื่อหลวงพ่อใช้ ซึ่งความจริงเราจะเห็นว่า รถที่อุบาสกและอุบาสิกาซื้อถวายวัดนั้น ไม่ค่อยได้ใช้เท่าใดกลับ เป็นภาระให้วัดต้องบำรุงรักษา เพราะภารกิจของพระคือการนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปเผยแพร่ กิจกรรมปกติจึงอยู่ที่วัด ส่วนกิจกรรมนอกวัดอุบาสกและอุบาสิกา ก็มักจะจัดยานพาหนะมารับพระท่านอยู่แล้ว
หากอุบาสกและอุบาสิกายังคงดูแลนักบวชให้อยู่ใกล้กิเลสมากขึ้น ศาสนาพุทธก็ย่อมเสื่อมทรามไปเป็นไปตามธรรมดา เราจึงพบข่าวนักบวชกระทำผิดอยู่เนืองๆ ทั้งหากรัฐซึ่งมีหน้าที่กำหนดแนวทางให้ประชาชนประพฤติดี ไม่ทำผิดกฎหมาย การศึกษาในทุกระดับการศึกษา จึงจะต้องมีหลักสูตรวิชาหน้าที่และศีลธรรมมาศึกษากันในระบบการศึกษาด้วย จึงควรนำศาสนาทุกศาสนาที่มีผู้นับถือตั้งแต่ ร้อยละห้าของประชาชนมาบรรจุในระบบศึกษา
พุทธบริษัททั้งสี่ ได้แก่
1. นักบวชที่เป็นชาย เรียกว่า ภิกษู หรือภิกขุ ซึ่งต้องถือศีล 227 ข้อ
2. นักบวชที่เป็นหญิง เรียกว่า ภิกษุณี หรือภิกขุณี ซึ่งต้องถือศีล 310ข้อ ปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่ยังมีนักบวชหญิงเรียกว่า ชี หรือ แม่ชี ถือศีล 8 ข้อ
3. ประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธที่เป็นชาย เรียกว่า อุบาสก ต้องถือศีล 5 ข้อ
4. ประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธที่เป็นหญิง เรียกว่า อุบาสิกา ต้องถือศีล 5 ข้อ
พุทธบริษัททั้งสี่เหล่านี้เท่านั้น ที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองหรือล่มสลาย
ปัจจุบันเราต้องยอมรับความจริงว่า ผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ นั้น เป็นการนับถือโดยผู้ปกครองเป็นผู้กำหนดทั้งการศึกษาก็มิได้ให้ความสำคัญเรื่องการให้ความรู้ทางจิตวิญญาณ มุ่งแต่ให้ความรู้ทางประกอบอาชีพเท่านั้น ทำให้สังคมปัจจุบันเห็นแก่ตัว ผูกพยาบาทหมาดร้าย และทำร้ายซึ่งกันและกัน โดยไม่ละอายต่อบาป อันผิดไปจาก หลักการของผู้นับถือศาสนาพุทธที่มีแต่การให้อภัยและช่วยเหลือกัน ไม่ซ้ำเติมและให้ร้ายซึ่งกันและกัน
ดังนั้น การนำพุทธศาสนามาบรรจุในรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้พุทธศาสนาจะอยู่คู่กับประเทศไทย การจะให้พุทธศาสนาอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป พุทธบริษัททั้งสี่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง โดยนักบวชจะต้องนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ให้อุบาสกและอุบาสิกามาถือปฏิบัติให้ถูกต้อง มิใช่ชักนำให้อุบาสกและอุบาสิกาซื้อบุญเพื่อนำไปสู่สวรรค์ แต่ต้องอบรมสั่งสอนให้อุบาสกและอุบาสิกาทำบุญกับพระอรหันต์ในบ้าน (บิดา, มารดา) ให้มากๆ และขัดเกลากิเลสให้ลดลง หรือเอาชนะใจตนเองมากกว่าการเอาชนะผู้อื่น
ปัจจุบัน พระภิกษุ จำนวนมากไม่ได้นำหลักธรรมของพระพุทธมาเผยแพร่ แต่กลับนำหลักธรรมพื้นฐานมาให้อุบาสกและอุบาสิกา หลงให้ทำบุญเพื่อไปสวรรค์หรือซื้อสวรรค์ มิได้สอนให้ปฏิบัติตนเพื่อเอาชนะกิเลสของตน
ดังนั้น ถ้านักบวชท่านใดที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงการสั่งสอนอุบาสกและอุบาสิกาตามหลักธรรมที่แท้จริงถือได้ว่านักบวชเหล่านั้นเป็นผู้ทำลายศาสนาพุทธ
ทั้งเหล่าอุบาสกและอุบาสิกาก็เช่นเดียว ต่างก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้นักบวชปฏิบัติตนให้อยู่ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลายมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันดูแลนักบวชให้ละหากจากกิเลส มิใช่ส่งเสริมให้นักบวชหลงใหลอยู่ในกิเลสมากขึ้น ทำให้นักบวชหลงใหลในอามิสสินจ้าง จึงไม่สอนหลักธรรมให้ขัดเกากิเลส แต่กลับช่วยกันส่งเสริมกิเลสซึ่งกันและกัน เช่น การสร้างกุฏิให้สวยงาม สร้างด้วยไม้สักราคาแพง ซึ่งความจริงกุฏิมีเพื่ออาศัยไม่ใช่สวยงาม หรือซื้อรถยนต์ราคาแพงหรูๆ ให้วัดเพื่อหลวงพ่อใช้ ซึ่งความจริงเราจะเห็นว่า รถที่อุบาสกและอุบาสิกาซื้อถวายวัดนั้น ไม่ค่อยได้ใช้เท่าใดกลับ เป็นภาระให้วัดต้องบำรุงรักษา เพราะภารกิจของพระคือการนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปเผยแพร่ กิจกรรมปกติจึงอยู่ที่วัด ส่วนกิจกรรมนอกวัดอุบาสกและอุบาสิกา ก็มักจะจัดยานพาหนะมารับพระท่านอยู่แล้ว
หากอุบาสกและอุบาสิกายังคงดูแลนักบวชให้อยู่ใกล้กิเลสมากขึ้น ศาสนาพุทธก็ย่อมเสื่อมทรามไปเป็นไปตามธรรมดา เราจึงพบข่าวนักบวชกระทำผิดอยู่เนืองๆ ทั้งหากรัฐซึ่งมีหน้าที่กำหนดแนวทางให้ประชาชนประพฤติดี ไม่ทำผิดกฎหมาย การศึกษาในทุกระดับการศึกษา จึงจะต้องมีหลักสูตรวิชาหน้าที่และศีลธรรมมาศึกษากันในระบบการศึกษาด้วย จึงควรนำศาสนาทุกศาสนาที่มีผู้นับถือตั้งแต่ ร้อยละห้าของประชาชนมาบรรจุในระบบศึกษา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





























