ต๊ะ ท่าหลา

6/8/64

กาลามสูตร หลักธรรมในพระพุทธศาสนานี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ ที่อาศัยอยู่ในเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล เนื่องจากในสมัยนั้นมีผู้อวดอ้างตนในคุณวิเศษกันมาก เชิดชูแต่ลัทธิของตัว พูดจากระทบกระเทียบดูหมิ่นลัทธิอื่น พร้อมทั้งชักจูงมิให้เชื่อลัทธิอื่น เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงเกสปุตตนิคมดินแดนที่เต็มไปด้วยผู้อวดอ้าง ชาวกาลามะได้ทูลถามด้วยความสงสัยว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ? พระพุทธองค์จึงทรงแสดงกาลามสูตร ว่าด้วย วิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนสงสัย หรือหลักความเชื่อ 10 ประการ เป็นหลักตัดสิน คือ 1,อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา 2,อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา 3,อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ 4.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
5.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก 6.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน 7.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว 9,อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ 10.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา เมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า..ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษเมื่อนั้นพึงละเสีย และเมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า..ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรือไม่มีโทษ เมื่อนั้นพึงถือปฏิบัติ ดังนั้น พระสูตรนี้ท่านมิได้ห้ามมิให้เชื่อ แต่ให้เชื่อด้วยมีปัญญาประกอบด้วย มิฉะนั้นความเชื่อต่างๆ จะไม่พ้น “ความงมงาย” และไม่พึงแปลความเลยเถิดไปว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อสิ่งเหล่านี้ และให้เชื่อสิ่งอื่นนอกจากนี้ แต่พึงเข้าใจว่า แม้แต่สิ่งเหล่านี้ซึ่งบางอย่างก็เลือกเอามาแล้วว่า.. เป็นสิ่งที่น่าเชื่อที่สุด ท่านก็ยังเตือนไม่ให้ปลงใจเชื่อ ไม่ให้ด่วนเชื่อ ไม่ให้ถือเป็นเครื่องตัดสินเด็ดขาด ยังอาจผิดพลาดได้ ต้องใช้ปัญญาคิดพิจารณาให้ดีก่อน .. แล้วสิ่งอื่น คนอื่นเราจะต้องคิดต้องพิจารณา ระมัดระวังให้มากสักเพียงไหน??วิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนสงสัยหรือหลักความเชื่อ 10 ประการ (กาลามสูตร) ที่มา : หนังสือ “พระไตรปิฎก ฉบับดับทุกข์” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ (หน้า 41-42), หนังสือ “พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน ย่อความจากพระไตรปิกฉบับบาลี 45 เล่ม” (หน้า 510) จัดทำโดย สุชีพ ุญญานุภาพ, หนังสือ “ธรรมาธิบาย หลักธรรมในพระไตรปิฎก” (หน้า 620 – 621) เรียบเรียงโดย อาจารย์ปัญญา ใช้บางยาง และคณะ รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด Facebook Twitter Line

21/4/64

ประชุมขับเคลื่อนโรงเรียนหัวแข็ง โรงเรียนดีไม่มีอบายมุข ที่โรงเรียนเขาพังไกร

ประชุมขับเคลื่อนโรงเรียนหัวแข็ง โรงเรียนดีไม่มีอบายมุข ที่โรงเรียนเขาพังไกร โดยได้รับความร่วมมือกับผู้นำชุมชน ผุ้ใหญ่เขียวหมู่ที่ 2 ผู้ใหญ่เผย หมูที่ 1 เจ้าอาวาสวัดบูรณาวาส ตลอดจนพ่อแม่พี่น้องชาวเขาพังไกร

13/12/62

โรงเรียนสีขาว โรงเรียนดีไม่มีอบายมุข


โรงเรียนบ้านน้ำร้อนโรงเรียนดีไม่มีอบายมุข
เตรียมความพร้อมรับการประเมินโรงเรียนสีขาว
ในวันที่ 17 ธันวามคม 2562


















20/5/60

การศึกษาที่ดีที่สุดในโลก

7 เหตุผลที่ฟินแลนด์มีการศึกษาดีที่สุดในโลก

1.
1. แข่งขันไม่สำคัญเท่าร่วมมือ
โรงเรียนในฟินแลนด์ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันสร้างชื่อเสียงเพื่อแย่งนักเรียน เพราะไม่มีโรงเรียนเอกชนในประเทศเลย ทุกสถาบันการศึกษาดำเนินการโดยงบประมาณจากภาครัฐ การร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจึงเป็นไปอย่างราบรื่น แต่การไร้การแข่งขัน ไม่ทำให้ครูสอนเด็กอย่างเฉื่อยชาหรือโรงเรียนจัดการเรียนการสอนอย่างด้อยคุณภาพ ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนและครูต่างมีพันธสัญญาในการทำหน้าที่อย่างดีที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบมาตรฐานด้วยซ้ำ
2. ครูเป็นอาชีพมีศักดิ์ศรีและรายได้สูง
เหตุที่ครูในฟินแลนด์ไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบมาตรฐานและมีการแข่งขันกันเพื่อให้ทำงานได้มาตรฐาน ก็เป็นเพราะอาชีพครูในฟินแลนด์เป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพ และเงินเดือนสูง ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยอัตราผู้สอบเข้าบรรจุครูได้ อยู่ที่ร้อยละ 7 เท่านั้น ผลก็คือผู้ที่จะเป็นครู ต้องเป็นบุคลากรระดับหัวกะทิของประเทศ ในฐานะที่ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผู้ที่จะเข้ามาเป็นครูได้ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และนักศึกษาครูจะต้องผ่านการฝึกสอนกับโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยของตนเองก่อน เช่นเดียวกับระบบการเรียนของคณะแพทยศาสตร์ที่ต้องให้นักศึกษาแพทย์ฝึกรักษาจริงก่อนจบการศึกษา และแม้ฟินแลนด์จะกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วง แต่ก็ไม่มีการประนีประนอมมาตรฐานในด้านการคัดเลือกและฝึกอบรมครู
3. การศึกษาอยู่บนรากฐานของงานวิจัย
ในสหรัฐฯ รวมถึงอีกหลายๆประเทศ งานวิจัยที่ว่าทฤษฎีใดจะสามารถพัฒนาการเรียนการสอนได้ มักไม่ถูกนำมาใช้จริง เนื่องจากการเมืองภายในของสถาบันการศึกษาต่างๆ แต่ในฟินแลนด์ งานวิจัยเหล่านี้ถูกนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง กระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์ตัดสินใจออกนโยบายโดยอิงกับงานวิจัยเหล่านี้แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ หากงานวิจัยใดพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าการเรียนการสอนแบบใดมีประสิทธิภาพ ก็จะถูกนำมาปรับเป็นนโยบายทันที หรือเรียกง่ายๆว่านโยบายการศึกษาในฟินแลนด์ขับเคลื่อนไปอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่ขับเคลื่อนโดยการเมือง
4. ฟินแลนด์ไม่กลัวที่จะทดลอง
ครูฟินแลนด์ได้รับการสนับสนุนให้ถือห้องเรียนเป็นห้องทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการสอนหรือกิจกรรมแบบไหน ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในห้องเรียนหากครูและนักเรียนเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ อะไรที่ไม่ได้ผลก็จะถูกยกเลิก และเปลี่ยนไปสู่การทดลองใหม่ๆทันที แต่การเรียนการสอนก็ยังดำเนินต่อไปได้ โดยมีงานวิจัยหลักๆและนโยบายของรัฐบาลเป็นแกนกลาง ทั้งหมดนี้ทำให้ห้องเรียนฟินแลนด์สร้างสรรค์ ไม่น่าเบื่อ และทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนเอง
5. เวลาเล่นศักดิ์สิทธิ์เท่าเวลาเรียนครูฟินแลนด์ทุกคนต้องทำตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ที่ระบุว่าใน 1 ชั่วโมงเรียน ต้องแบ่งเป็นการสอนจากครู 45 นาที และการเล่น 15 นาที อันเนื่องมาจากทฤษฎีรากฐานของการศึกษาฟินแลนด์ที่ว่าเด็กควรต้องรักษาความเป็นเด็กไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ไม่จำเป็นต้องรีบโตขึ้นมาเป็นนักท่องจำหรือนักทำข้อสอบ แนวคิดเรื่องการให้เด็กมีเวลาเล่นในระหว่างวัน ได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่าเด็กที่ได้พักเล่นระหว่างเรียน จะมีความประพฤติและผลการเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่มีเวลาเล่น
6. เด็กมีการบ้านน้อยมาก
โรงเรียนฟินแลนด์ให้ทุกอย่างกับเด็ก ยกเว้นการบ้าน แนวปฏิบัตินี้มาจากรากฐานของความเชื่อมั่นและเคารพซึ่งกันและกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และโรงเรียน พ่อแม่และโรงเรียนเชื่อมั่นว่าครูได้ใช้เวลาในห้องเรียนอย่างเต็มประสิทธิภาพเพียงพอแล้วในการสั่งสอนความรู้ การทำการบ้านนอกเวลาเรียนจึงถูกมองว่าไม่จำเป็น และเวลาที่เด็กอยู่บ้าน ควรมีไว้เพื่อการเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและอยู่กับครอบครัว ซึ่งสำคัญไม่แพ้การเรียน
7. อนุบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
การศึกษาที่ดีควรเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กที่สุด และฟินแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีการศึกษาฟรีที่ได้มาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับเดย์แคร์ เนิร์สเซอรี และอนุบาล และเด็กอายุ 3-6 ปีของฟินแลนด์กว่าร้อยละ 97 ก็ได้ใช้สวัสดิการโรงเรียนอนุบาล ที่สำคัญ โรงเรียนอนุบาลและเนิร์สเซอรีทั่วประเทศยังดำเนินการใต้มาตรฐานเดียวกันของรัฐ เตรียมความพร้อมเด็กไปสู่โรงเรียนประถมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะในเมืองหลวงหรือชนบท

29/7/59

หน้าที่พลเมือง



ทำไมต้องเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วิชาหน้าที่พลเมือง ธรรมชาติของวิชานี้ มิใช่เพื่อให้เด็กตอบถูก ทำข้อสอบได้มาก มีคะแนนสูงโอเนตดี แล้วตัดสินว่าว่าเก่ง ดี มีคุณภาพ แต่แก่นแท้เป็นวิชาที่ต้องการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดี โดยบูรณาการจิตตปัญญาศึกษาซึ่ง เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เน้นการพัฒนาความคิด จิตใจ อารมณ์ภายในตนเอง
อย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเอง รู้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยปราศจากอคติ เกิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถประยุกต์เชื่อมโยงกับศาสตร์ต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสมดุลและมีคุณค่า ด้วยเหตุนี้ หน้าที่พลเมืองกับการสอนจิตตปัญญาศึกษาจึงเป็นทั้งแนวคิดและแนวปฏิบัติ ที่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในระดับต่าง ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงภายในตน การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร และการเปลี่ยนแปลงภายในสังคม โดยที่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง โดยจิตตปัญญาศึกษาเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติ ส่วนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเป็นเป้าหมาย โดยเป็นการขยายจิตสำนึกโดยผ่านกระบวนการเปลี่ยนมุมมองของเรื่องราวต่าง ๆ ในการสัมผัสได้ถึงความรู้สึกใต้จิตสำนึก เพื่อพัฒนามนุษย์ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ นี้ จัดเป็นการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อโยงจิตตปัญญาศึกษาและหน้าที่พลเมืองสู่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (transformative education )เพื่อพัฒนามนุษย์